วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Home

http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/BP1/Program/chapter2/p7.html


วิวัฒนาการของสัตว์


รูปที่ 2.23 สายวิวัฒนาการของสัตว์ 

ที่มา สสวท(2536: 25)
สัตว์หลายเซลล์พวกแรกปรากฏในทะเลเมื่อประมาณ 600 ล้านปีมาแล้ว เป็นสัตว์ประเภทไม่มีกระดูกสันหลัง จากหลักฐาน ซากดึกดำบรรพ์สัตว์ที่พบได้แก่ ฟองน้ำ แมงกะพรุน หอยปากเป็ด หนอนที่มีลำตัวเป็นปล้องและปะการัง นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าสัตว์หลายเซลล์แรกเริ่มเหล่านี้มีวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแล้ว จึงมีวิวัฒนาการเป็นสัตว์ต่างๆในปัจจุบัน
สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่พบคาดว่ามีอายุประมาณ 500 ล้านปี เป็นปลาไม่มีกระดูกขากรรไกร และเชื่อกันว่าปลาไม่มีกระดูกขากรรไกรนี้ มีกำเนิดมาจากบรรพบุรุษที่คล้ายเพรียงหัวหอม ปลาไม่มีกระดูกขากรรไกร มีวิวัฒนาการไปหลายสายพันธุ์ เป็นปลาที่พบเห็นทั่วไปทั้งที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำลำธารและทะเล และเป็นปลามีเนื้อที่ครีบ ได้แก่ปลามีปอดซึ่งปัจจุบันยังคงมีอยู่ในทวีปออสเตรเลีย อาฟริกา อเมริกาใต้ ในระยะเวลาต่อมา สภาพแวดล้อมของโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปอีก น้ำในแหล่งน้ำต่างๆเกิดแห้งขอดเป็นครั้งคราว และมีฤดูฝนสลับกับฤดูแล้ง จึงทำให้ปลาที่มีเนื้อที่ครีบ มีวิวัฒนาการต่อไปอีก มีการปรับตัวให้อยู่บนบกได้บ้างเป็นครั้งคราว เป็นผลให้เกิดมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขึ้นมา
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
สัตว์น้ำ
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
รูปที่ 2.24 สัตว์ที่มีวิวัฒนาการแตกต่างกัน 
ที่มา http://www.enature.com(2001)
ระยะต่อมาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ได้วิวัฒนาการไปเป็นสัตว์เลื้อยคลานซึ่งมีชีวิตอยู่บนบกอย่างแท้จริง สัตว์เลื้อยคลาน สามารถดำรงชีพอยู่ในน้ำ และบนบกได้ตามลักษณะรูปร่างของร่างกายที่แตกต่างกัน สัตว์เลื้อยคลานมีมากมายหลายชนิด เช่น งู จิ้งเหลน เต่า จระเข้ ฯลฯ
สัตว์เลื้อยคลาน
สัตว์ปีก
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
รูปที่ 2.25 สัตว์มีกระดูกสันหลัง 
ที่มา http://enature.com (20)03)
จากการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของบรรพบุรุษนก นักวิทยาศาสตร์พบว่าลักษณะบางอย่างของบรรพบุรุษนก เช่น ฟันและหาง คล้ายคลึงกับลักษณะ ของสัตว์เลื้อยคลาน นกปัจจุบันไม่มีฟัน แต่มีจงอยปาก สำหรับกระดูกหางของนกดึกดำบรรพ์ มีหางประกอบด้วยกระดูกหลายท่อนเรียงต่อกัน นกปัจจุบันเป็นกระดูกท่อนเดียวเล็กๆ ลักษณะของนกดึกดำบรรพ์ที่เหมือนนกปัจจุบัน คือขน ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมีวิวัฒนาการ มาจากสัตว์เลื้อยคลานเช่นกัน บรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมปรากฏเมื่อ 181 ล้านปี แล้วมีวิวัฒนาการเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ
Home

สรุปเปรียบเทียบระดับ ขนาดสมองและเครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ชนิดต่าง ๆ
Australopithecus 
ระดับ : ลิงวานรที่คล้ายลิงและคล้ายมนุษย์(prehuman)
ขนาดของสมอง : 450-700 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : เป็นวัสดุต่าง ๆ ในธรรมชาติ
Homo habilis 
ระดับ : บรรพบุรุษมนุษย์ (ancestral man)
ขนาดของสมอง : 680-800 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : ประดิษฐ์เครื่องมือหินกระเทาะ เป็นที่เชื่อว่าบรรพบุรุษมนุษย์อาจใช้ไม้ กระดูก หรือเขาสัตว์เป็นเครื่องมือนอกจากหินกระเทาะด้วย
Homo erectus 
ระดับ : มนุษย์แรกเริ่ม (early man)
ขนาดของสมอง : 750-1,200 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : ใช้ขวานหินไม่มีด้ามในยุคหินเก่าอยู่ในถ้ำและรู้จักใช้ไฟ
H.s.neanderthalensis 
ระดับ : มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal man)
ขนาดของสมอง : 1,450 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : ใช้หินเหล็กไฟ ทำขวานหิน และมีด้าม ในยุคกลางหินเก่า
H.s.sapiens 
ระดับ : มนุษย์ปัจจุบันโครมันยอง (Cro-Magnon man)
ขนาดของสมอง : 1,350-1,500 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : รู้จักใช้เครื่องมือ ทำด้วยกระดูก ในยุคปลายหินเก่า และประดิษฐ์เครื่องมือต่าง ๆ ขึ้นในยุคหินกลางและยุคหินใหม่ เช่น มีด ขวาน ค้อน จอบ ฯลฯ
วิวัฒนาการมนุษย์ มีวิวัฒนาการเริ่มต้นจากซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในสปีชีส์ออสตาโลพิเทคัส อาฟฟาเรนซีส(Australopithecus afarensis) มีวิวัฒนาการต่อไปเป็นสายจีนีสโฮโม(Homo) ซึ่งมีวิวัฒนาการต่อไปเป็นมนุษย์
วิวัฒนาการของมนุษย์ Australopithecus afarensis คือ
1. A.afarensis เป็นสปีชีส์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีนัสออสตราโลพิเทคัส
- ฟัน ขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ปัจจุบัน กินผลไม้เป็นอาหารสามารถกัดกินเมล็ดพืชที่มีเปลือกแข็งได้
- ขนาดสมอง ใกล้เคียงกับลิงอุรังอุรัง
- โครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์
- รูปร่างของ A afarensis มีรูปร่างกึ่งกลางระหว่างมนุษย์กับลิงซิมแพนซี 

2. Homo habilis มีวิวัฒนาการต่อจาก A.afarensis และวิวัฒนาการต่อไปเป็น H.erecutus 
3. Homo erectus ซากดึกดำบรรพ์ที่พบที่เกาะชวา เรียกว่ามนุษย์ชวา พบที่ประเทศจีนเรียกว่ามนุษย์ ปักกิ่งมีรูปร่างใหญ่ กระดูกใหญ่แข็งแรงกว่ามนุษย์ปัจจุบัน สมองใหญ่ขึ้นประมาณ800-1,000 รู้จักใช้เครื่องมือหิน รู้จักใช้ไฟในการทำอาหาร มีการสร้างที่พักมีสังคมแบบล่าสัตว์ 
4. Homo sapiens มีวิวัฒนาการแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ มนุษย์ยุคแรก (Archaic Humans) และมนุษย์ยุคใหม่ (Modern Human)ขนาดสมอง 1,300 cm3 รูปร่างเตี้ยสั้นกว่ามนุษย์ปัจจุบัน น้ำหนักมากและแข็งแรงกว่าอยู่ได้ในสภาพอากาศหนาวเย็นการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ยุคแรกเป็นมนุษย์ ยุคใหม่มนุษย์ ยุคใหม่ร่างกายเล็กกว่า มีวิวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาก อาศัยวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมมาช่วยทำให้อยู่รอดและแพร่พันธุ์ได้ดี ขนาดสมองของมนุษย์เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ขนาดสมองมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรม ทำให้สามารถถ่ายทอดพฤติกรรมจากรุ่นหนึ่งไปอีกชั่วรุ่นหนึ่งดัดแปลงพฤติกรรมและนำเอาวัตถุรอบ ๆ ตัวมาดัดแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้ มีความสามารถในการอยู่รอดได้สูง
ภาพที่ 2.27 แสดงสายวิวัฒนาการของมนุษย์ 
ที่มา www.pinkmonkey.com/studyguides/subjects/biology-edited/chap12/fig12_2.gif
Home
ทฤษฎีวิวัฒนาการ คือแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามจะอธิบายว่าวิวัฒนาการมีจริงและเกิดขึ้น ได้อย่างไรโดยอาศัยหลักฐานทางด้านต่างๆประกอบและยืนยันแนวโน้มของวิวัฒนาการมีดังนี้
1. เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไปข้างหน้าไม่ย้อนกลับ มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจากแบบ ง่าย ๆ เป็นซับซ้อนจากแบบโบราณเป็นแบบก้าวหน้าและจากแบบทั่วไปเป็นแบบจำเพาะเจาะจงเช่น การลดจํานวนของกระดูก ก้นกบหรือการเชื่อมของ กลีบดอกเป็นต้น
2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจะถูกกำจัด หรือสูญหายไป
ทฤษฎีวิวัฒนาการของนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ๆ ได้แก่
1.ทฤษฎีของลามาร์ค (Jean Lamarck
2. ทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ( Charles Darwin)
3. ทฤษฏีของดาร์วิน และ วอลเลช (Alfred Russel Wallace)
รูปที่ 2.6 ลามาร์ค
ที่มา : http://home.tiscalinet.chbio/grafien/images/Lamarck
นักวิวัฒนาการชาวฝรั่งเศสได้เสนอความคิดในเรื่อง วิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตไว้เป็น 2 ข้อ คือ
1. กฎแห่งการใช้ และไม่ใช้ (law of use and disuse) มีใจความสําคัญว่า “ลักษณะของสิ่งมีชีวิตผันแปรได้ตามสภาพแวดล้อมอวัยวะใดที่ใช้อยู่บ่อยๆย่อมขยายใหญ่ขึ้น ส่วนอวัยวะใดที่ไม่ได้ใช้จะค่อยๆลดขนาด อ่อนแอลงและหายไปในที่สุด”
2. กฎแห่งการถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่ (law of inheritance of acquired characteristics) มีใจความว่า “ลักษณะที่ได้มาใหม่หรือเสียไปโดยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม โดยการใช้และไม่ใช้จะคงอยู่และสามารถถ่ายทอดลักษณะที่เกิดใหม่นี้ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ต่อไปได้” ตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่ลามาร์คยกมาอ้างอิงได้แก่
     ๐ พวกนกน้ำ โดยกล่าวว่านกที่หากินบนบกจะไม่มีแผ่นพังผืดหนังต่อระหว่างนิ้วเท้า ส่วนนกที่หากินในนํ้ามีความต้องการใช้เท้าโบกพัดนํ้าสําหรับการเคลื่อนที่ผิวหนังระหว่างนิ้วเท้า จึงขยายออกต่อกันเป็นแผ่นและลักษณะนี้ถ่ายทอดไปสู่ รุ่นลูกหลานได้
รูปที่ 2.7 เปรียบลักษณะเท้าของนกที่หากินบนบกและในน้ำ
ที่มา : http://wings.av/kids.com
     ๐ ยีราฟ ซึ่งในปัจจุบันมีคอยาว ลามาร์คได้อธิบายว่า ยีราฟในอดีตคอสั้นกว่าปัจจุบัน (จากหลักฐาน ของซากดึกดำบรรพ์)แต่ได้มีการฝึกฝนยืดคอเพื่อพยายามกินใบไม้ จากที่สูงๆ ทําให้คอยาวขึ้น การที่ต้อง เขย่งเท้ายืดคอทําให้ยีราฟมีขายาวขึ้นด้วยลักษณะ ที่มีคอยาวขึ้นและขายาวขึ้นนี้ถ่ายทอด มาสู่ยีราฟรุ่นต่อม
รูปที่ 2.8 วิวัฒนาการของยีราฟคอยาวตามทฤษฎีของลาร์มาร์ค
ที่มา : http://necsi.org/projects/evolution
     ๐ สัตว์พวกงู ซึ่งไม่มีขาปรากฏให้เห็น แต่จากโครงกระดูกยังมีซากขาเหลือติดอยู่ ซึ่งลามาร์ค อธิบายว่างูอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพงหญ้ารกทึบการเลื้อยไปทําให้ลําตัวยาว ส่วนขาไม่ได้ใช้จึงค่อยๆ ลดขนาดเล็กลงและหายไป ลักษณะนี้ถ่ายทอดไปได้งูรุ่นต่อๆ มาจึงไม่มีขา
รูปที่ 2.9 การหดหายของขางูตามทฤษฎีของลามาร์ค
การทดลองเพื่อสนับสนุนความคิดของลามาร์คในเรื่องของกฎแห่งการใช้ และไม่ใช้นั้นพอจะมีตัวอย่างสนับสนุนได้เช่นการฝึกฝนกล้ามเนื้อจะทําให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่โตขึ้นมาไดเช่นนักกล้ามนักเพาะกายนักกีฬาประเภทต่างๆแต่สําหรับกฎแห่งการถ่ายทอดลักษณะ ที่เกิดขึ้นใหม่ยังไม่มีการทดลองใดสนับสนุน
ออกัส ไวส์มาน (August Weisman ; 2377 – 2457) ได้เสนอความคิดค้านทฤษฎีของลามาร์คโดยกล่าวว่าลักษณะที่ถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้นั้นจะต้องเกิดจากเซลล์สืบพันธุ์ มิใช่จากเซลล์ ร่างกาย เขาได้ทดลองตัดหางหนู ตัวผู้ตัวเมียแล้วให้ผสมพันธุ์กันปรากฎว่าลูกหลานออกมามีหาง การทดลองนี้ทําติดต่อกันถึง 20 รุ่น หนูในรุ่นที่ 21ก็ยังคงมีหางอยู่ไวส์มานอธิบายว่า เนื่องจาก ลักษณะที่ตัดหางหนูออกนั้นเป็นการกระทำต่อเซลล์ร่างกายแต่เซลล์สืบพันธุ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลักษณะ หางยาวซึ่งจะถูกถ่ายทอดโดยเซลล์สืบพันธุ์ยังคงอยู่
รูปที่ 2.10 ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ที่มา http://www.rbgkew.org.ukheritage/peopleimages/Darwin
ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นนักธรรมชาติวิทยาได้เดินทาง ไปกับเรือสํารวจ บีเกิล ของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเดินทางไปสํารวจและทําแผนที่ของฝั่งของทะเลทวีปอเมริกาใต้ ดาร์วินได้ประสบการณ์ จากการศึกษาพืชและสัตว์ที่มีอยู่เฉพาะที่หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos) แห่งเดียวในโลกดาร์วินได้สังเกตนกกระจอกที่อยู่บริเวณหมู่เกาะกาลาปากอสและนกฟินช์(finch)หลายชนิดพบว่าแต่ละชนิดมีขนาดและรูปร่างของจงอยปากแตกต่างกัน ตามความ เหมาะสมแก่การที่จะใช้กินอาหารแต่ละประเภท นกฟินช์มีลักษณะคล้ายนกกระจอกมากแตกต่างกัน เฉพาะลักษณะของจงอยปากเท่านั้น ดาร์วินเชื่อว่าบรรพบุรุษของนกฟินช์บนเกาะกาลาปากอสน่าจะ สืบเชื้อสายมาจากนกฟินช์บนแผ่นดินใหญ่แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทําให้ หมู่เกาะนี้แยกจากแผ่นดินใหญ่และเกิดการแปรผันทางพันธุกรรม ของบรรพบุรุษนกฟินช์ มาเป็นเวลานานจนเกิดวิวัฒนาการเป็นสปีชีส์ใหม่ขึ้น
รูปที่ 2.11นกฟินช์ชนิดต่างๆบนหมู่เกาะกาลาปากอส
ที่มา :http://www.tecmalta.org/gen/finches
หมายเหตุ : หมู่เกาะกาลาปากอสเกิดจากภูเขาไฟระเบิดในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากประเทศเอกวาดอร์ไปทางทิศตะวันตกประมาณ580ไมล์จากหลักฐานทางธรณีวิทยาแสดงว่าเกาะนี้แยก ตัวมาจากทวีปอเมริกานอกจากนี้ยังมีเต่ายักษ์3สปีชีส์ที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะกาลาปากอสต่างเกาะกัน สปีชีส์ที่มีคอยาวจะอยู่ในที่แห้งแล้ง และอาศัยพืชตระกูลกระบองเพชรเป็นอาหารส่วนสปีชีส์ ที่มีคอสั้นจะอาศัยอยู่ในที่ชุ่มชื้นและกินพืชผักที่ขึ้นอยู่กับพื้นดินเป็นอาหาร
รูปที่ 2.12 เต่ายักษ์บนหมู่เกาะกาลาปากอส
ได้เสนอทฤษฎีการเกิดสปีชีส์ใหม่อันเนื่อง มาจาก การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ(theory of natural selection) มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันย่อมแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เรียกว่า variation
2. สิ่งมีชีวิตมีลูกหลานจํานวนมากตามลําดับเรขาคณิต แต่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็มี จํานวนเกือบคงที่ เพราะมีจํานวนหนึ่งตายไป
3.สิ่งมีชีวิตจําเป็นต้องมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด (struggle of existence)โดยลักษณะ ที่แปรผันบางลักษณะ ที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม ย่อมดํารงชีวิตอยู่ได้ และสืบพันธุ์ถ่ายทอด ไปยังลูกหลาน
4.สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด(survival the fittest ) และดํารง เผ่าพันธุ์ของตนไว้และทําให้เกิด การคัดเลือกตามธรรมชาติเกิดความแตกต่าง ไปจากสปีชีส์เดิมมากขึ้นจนเกิดสปีชีส์ใหม่ สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอด ไม่จำเป็นต้องเป็น สิ่งมีชีวิต ที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด ในกรณียีราฟคอยาวนั้น อธิบายตามทฤษฎีของดาร์วินได้ว่า ยีราฟมี บรรพบุรุษ ที่คอสั้นแต่เกิดมี variation ที่มีคอยาวขึ้น ซึ่งสามารถหาอาหาร พวกใบไม้ได้ดี กว่าตัวพวกคอสั้นและถ่ายทอดลักษณะ คอยาวไปให้ลูกหลาน ได้ ส่วนพวกคอสั้นหาอาหารได้ไม่ดีหรือแย่งอาหาร สู้พวกคอยาวไม่ไดในที่สุดก็จะตายไป จึงทําให้ ในปัจจุบันมีแต่ยีราฟคอยาวเท่านั้น
รูปที่ 2.13 ภาพแสดงทฤษฎีการวิวัฒนาการของยีราฟของดาร์วินด้วยวิธีการคัดเลือกโดยธรรมชาต
ที่มา : http://www.tparents.org
ดาร์วินได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิชาวิวัฒนาการ ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาตของดาร์วินดังนี้คือ “ความแปรผันที่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตามย่อมมีส่วนช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีวิตได้ ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ส่วนความแปรผันที่ไม่เหมาะสม ทําให้สิ่งมีชีวิตถูกกําจัดไปด้วย เหตุนี้เมื่อเวลา ล่วงเลยไปนานขึ้นลักษณะที่เหมาะสมก็จะสะสมไปนานขึ้น ลักษณะที่เหมาะสม ก็จะสะสมไปนานขึ้น เกิดสิ่งมีชีวิตแตกต่าง จากเดิมมากมาย จนในที่สุดก็เกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่” ดังแสดงในรูปที่ 2.14
ความสามารถในการแพร่พันธุ์
(reproductive ability)
ข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม
(environmental restriction)
      การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด        (struggleforexistence)
การแปรผันของพันธุกรรม
(heritable variations)
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
(natural selection)
        การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม         (environmental changes)
Home
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจากสิ่งมีชีวิตแบบดั้งเดิมสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไปจากเดิมทั้งด้านรูปร่าง ส่วนประกอบพฤติกรรม การดํารงชีพ และลักษณะอื่นๆ อันเป็นผลมาจากการ เปลี่ยนแปลง ทางด้านกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตแต่ละหน่วยไม่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการ ทั้งนี้เพราะวิวัฒนาการจะเกิดขึ้นได้ในระดับ ประชากร ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์กัน ได้ให้กําเนิดลูกหลานที่เหมือนบรรพบุรุษได้ ดังนั้นประชากร จึงถือได้ว่าเป็นหน่วยสําคัญของการวิวัฒนาการ
จะมีสารCค้างอยู่และส่วนหนึ่งคือ14Cซึ่งเป็นธาตุกัมมันตภาพรังสี จะสลายตัวไปอย่างช้าๆเหลือครึ่งหนึ่งของเดิมทุกๆ5,568ปีจึงสามารถคำนวณหาอายโดยการวิเคราะห์ หาปริมาณ14C ที่เหลืออยู่ในซากดึกดำบรรพ์นั้น
รูปที่ 2.1 แสดง ซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิต


ยุคพบซากดึกดําบรรพ์ (fossil)
1. ซีโนโซอิกควอเตอร์นารี (3 ล้านปี )
    - มนุษย์
    - สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนํ้านมปัจจุบัน
2. มีโซโซอิกครีเตเซียส (135 ล้านปี ) ยูแรสสิก (185 ล้านปี ) ไตรแอสสิก (230 ล้านปี )
    - พืชมีดอกแรกเริ่ม
    - ไดโนเสาร์ นกแรกเริ่ม
    - สน ปรง
    - สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนํ้านมแรกเริ่ม

3. พาเลโอโซอิกคอร์บอนิเฟอรัส (355 ล้านปี )
    - พืชมีท่อลําเลียงชั้นตํ่า
    - สัตวเลื้อยคลาน
    - สัตว์ครึ่งบกครึ่งนํ้า
4. ก่อนแคมเบรียน
5. พันล้านปี
    - สาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน

ตารางทางธรณีวิทยา (ศึกษาจากซากดึกดําบรรพ์ ) ในยุคต่างๆ ที่สําคัญ
รูปที่ 2.2 ตารางแสดงมหายุคและยุคต่างๆ ตามหลักฐานทางธรณีวิทยา
ที่มา: http://paleo.cortland.edu

๐ ซากดึกดําบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตที่โบราณที่สุด ได้แก่ สาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงิน พบมาก่อนยุคแคมเบรียน(อายุประมาณ5พันล้านปี )
๐ ซากสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สาหร่ายสีเขียว และพืชสีเขียวบนบกเริ่มพบในยุคแคมเบรียน (6ร้อยล้านปี)มหายุคพาเลโอโซอิก
๐ ซากดึกดําบรรพ์ ของสิ่งมีชีวิตที่นับว่าสมบูรณ์ ที่สุด คือ ม้าโบราณ
๐ ม้าโบราณ สูง 11 นิ้ว มีนิ้ว 3 นิ้ว ส่วนม้าปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่า คือสูง 60 นิ้ว มีนิ้วเหลือเพียง 1นิ้วเท่านั้น
แบบแผนการเจริญของเอมบริโอ ของสัตว์มีกระดูกสันหลังคล้ายกัน คือขณะเป็นตัวอ่อนจะมีช่องเหงือก(gillslits) น่าจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน
รูปที่ 2.3 แสดงหลักฐานทางคัพภะวิทยา
จากการศึกษาโครงสร้างเปรียบเทียบ พบว่าสัตว์หลายๆ ชนิดมีโครงสร้างของอวัยวะบางอย่าง คล้ายคลึงกันมากแม้ว่าจะทําหน้าที่ต่างกันก็ตาม เช่น แขนมนุษย์ ครีบปลาวาฬและปีกค้างคาว เราเรียกโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันแต่ทําหน้าที่ต่างกันนี้ว่า homologous structureแต่ในกรณีของ ปีกแมลงและปีกค้างคาว ซึ่งทําหน้าที่ในการบินเหมือนกันแต่มีโครงสร้างต่างกัน เราเรียกว่าเป็น analogousstructureสัตว์ที่มีโครงสร้าง อวัยวะที่มาจากจุดกำเนิดที่คล้ายคลึงกัน จะมีความใกล้ชิด กันทางสายวิวัฒนาการมากกว่าสัตว์ที่มีจุดกำเนิดของโครงสร้าง ต่างกันแม้ว่าอวัยวะจะทำหน้าที่ คล้ายกันก็ตาม

ระยางค์คู่หน้าของสัตว์เหล่านี้เปลี่ยนไปทำหน้าที่ ต่างกัน แต่มีจุด กำเนิดเดียวกัน เรียกว่าhomologous structure
ปีกค้างคาวกับปีกผีเสื้อทำหน้าที่อย่างเดียวกัน แต่มีจุดกำเนิดต่างกัน เรียกว่าanalogous structure
ที่มา : http://www.zoology.ubc.ca
รูปที่ 2.4 homologous structure และ analogous structure
DNA เป็นตัวกำหนดโครงสร้างของโปรตีน การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของโปรตีน ในสิ่งมีชีวิตจึงเท่ากับเป็นการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่าง ของยีน(DNA) ทางวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตปัจจุบันมีการตรวจหาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันของสิ่งมีชีวิตเชิงวิวัฒนาการ จะศึกษาจากโปรตีน
เนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกายของสิ่งมีชีวิตแสดงถึงวิวัฒนาการได้ เนื่องจากมักจะ มีความคล้ายคลึงกันเช่นน้ำย่อยอะไมเลส(amylase)มีตั้งแต่ฟองน้ำจนถึงคน ฮอร์โมนในสัตว์ต่างชนิดก็ยังเหมือนกัน เช่นคนที่เป็นเบาหวานอาจใช้อินซูลินของวัวฉีดแทนได้ หรือเลือดของคนกับลิงคล้ายกันมากกว่า เลือดลิงกับสุนัขหรือเลือด ของสัตว์ชนิดที่ใกล้เคียงกัน นำไปผสมกันจะตกตะกอนมากกว่าเลือดของสัตว์ชนิดที่ห่างกัน


ภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นตัวกําหนดที่ทําให้ มีการกระจายของพืช และสัตว์แตกต่างกันไปโดยอยู่กับความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมนั้นๆ  สิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น ภูเขา ทะเลทราย ทะเลมหาสมุทรเป็นผลให้มีการแบ่งแยกและเกิดสปีชีส์ในที่สุด เช่น การเกิดสปีชีส์ของกุ้งที่ต่างกัน 6 สปีชีส์ จากเดิมที่มีเพียงสปีชีส์เดียว แต่การเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนขยับของแผ่นทวีป ทำให้กุ้งเหล่านี้ถูกแยกจากกัน โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ และต่างก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเมื่อเวลาผ่านไป ลักษณะความแตกต่าง จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยจนไม่อาจผสมพันธุ์กันได้อีก เกิดเป็นกุ้งต่างสปีชีส์ขึ้น
รูปที่ 2.5 การเกิดสปีชีส์ใหม่ของกุ้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลคาริเบียน จากกุ้งสปีชีส์เดียวกันแต่ถูกแยกกันด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์
ที่มา : http://www.pbs.org/wgbh/evolution

การปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์เป็นการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต โดยอาศัยความรู้เรื่องการคัดเลือก พันธุ์และผสมพันธุ์โดยมนุษย์ตัวอย่างเช่น ข้าวโพดที่ปลูกกันในปัจจุบันมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สุวรรณ1 พันธุ์ปากช่อง1602พันธุ์ฮาวายหวานพิเศษ ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 เป็นที่นิยมปลูกกันมากได้มาจาก การคัดเลือก พันธุ์และผสมพันธุ์ ของข้าวโพดที่มีลักษณะเด่นจากเขตร้อนในแถบต่างๆ  ของโลกจํานวน36พันธุ์ด้วยกัน ลักษณะพิเศษของข้าวโพดพันธุ์นี้คือเมล็ดแข็ง ใสสีส้มต้านทานโรครานํ้าค้างได้ดี และให้ผลผลิตสูง ประเทศไทยได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยใช้สารกัมมันตรังสีตั้งแต่ปี 2498 ข้าวพันธุ์กข6 กข10 และ กข15 เป็นพันธุ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้รังสีทั้งสิ้น ข้าวพันธุ์กข 6 เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวได้มาจากการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ -h้าวเจ้าขาวดอกมะลิ105 มีลักษณะพิเศษคือให้ผลผลิตสูงต้านทานโรคไหม้ และโรคใบจุดสีนํ้าตาลได้ดีหลักฐานเหล่านี้ แสดงว่าสิ่งมีชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นในอดีตอันยาวนาน สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ได้เช่นกันซึ่งอาจเกิดในอัตราที่ช้ากว่ามาก และเกิดในทิศทางที่กําหนดโดยธรรมชาติ
Home
กลไกของวิวัฒนาการที่สำคัญ คือ 
1. การคัดเลือกโดยธรรมชาติ 
2. การผ่าเหล่าและความแปรผันทางพันธุกรรม 
3. การอพยพเข้าและการอพยพออก
4. ขนาดของประชากร
ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ความสามารถในการสืบพันธุ์จะเพิ่มจํานวนได้สูงมาก หากไม่มีปัจจัยที่จํากัด การเพิ่มจํานวนแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหลายคงจะล้นโลก แต่ตามที่เป็นจริงจํานวนของสิ่งมีชีวิตค่อนข้างจะคงที่ เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (naturalselection)ซึ่งอาศัยหลักเกณฑ์พื้นฐานว่า จะไม่มีลักษณะทางกรรมพันธุ์ชุดเดียวที่เหมาะสมต่อสภาพความเป็นอยู่ของ สิ่งมีชีวิตในแต่ละแหล่งที่อยู่อาศัย ฉะนั้นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ จึงต้องมีปัจจัยสําคัญ คือ ความสามารถในการสืบพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิต พื่อการถ่ายทอดลักษณะแตกต่างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตนั้นต้องอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ผลของการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะ สปีชีส์เดียวกัน ที่มีความแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัดทางกรรมพันธุ์ ซึ่งเรียกว่าโพลีมอร์ฟิซึม(polymorphism)
ตัวอย่างเช่น 
สีและลวดลายบนเปลือกหอย : หอยชนิด Cepaea nemoralis เปลือกมีสีเหลือง นํ้าตาลชมพู ส้มแดง และยังมีชนิดที่มีลวดลาย เป็นเส้นพาดไปตามเปลือกจากการศึกษาพบว่าในแหล่งที่อยู่ที่มีลักษณะเรียบๆ เช่นบริเวณโคลนตมหรือทรายจะพบหอย ที่มีลักษณะเปลือกเป็นสีเรียบๆมากกว่าลักษณะอื่นๆ ส่วนในป่าหญ้าจะพบว่ามีหอยที่เปลือกลายมากกว่าลักษณะอื่น แต่ในที่บางแห่งก็พบหอย ทั้งเปลือก มีลายและหอยเปลือกสีเรียบอยู่ในที่เดียวกันซึ่งพบว่าหอยเปลือกสีเรียบมีความทนทาน ต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดีกว่าหอยเปลือกลายดังนั้นนอกจากความสัมพันธ์ของเหยื่อและผู้ล่าแล้ว ยังน่าจะเกี่ยวข้องกับการปรับตัวทางสรีระอีกด้วย
รูปที่ 2.15 หอย Cepaea nemoralis ที่มีลายเปลือกต่างกัน
 ที่มา : http://www.sbp.univ-rennes1.fr และ http://www.tiscali.co.uk

รูปที่ 2.16  ลายเปลือกของหอยที่ไม่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมอาจจะไม่จะพ้นอันตรายจากผู้ล่า 
ที่มา   www.il.mahidol.ac.th/course/ap_biology2/chapter6/index.html
สีของผีเสื้อกลางคืน ผีเสื้อกลางคืนชนิด Bristom betularia ซึ่งมีอยู่มากในประเทศอังกฤษ อาศัยอยู่ตามต้นไม้ที่มีไลเคนส์ เกาะอยู่เต็ม สีตัวของมันจึงเป็นสีอ่อนจางซึ่งช่วยให้มันอําพรางตัวได้ดี จนกระทั่งประมาณปี 1845 ซึ่งเป็นช่วงปีที่มี การปฏิวัติ อุตสาหกรรมในเขตเมือง จะมีเขม่าควัน จากปล่องควันของโรงงานอุตสาหกรรมฟุ้งกระจายไปทั่วในอากาศ เริ่มมีผู้พบผีเสื้อกลางคืนสปีชีส์ เดียวกันนี้แต่มีสีดําเข้มขึ้นกว่าเดิมปรากฏขึ้นในเขตเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเขตที่มีการอุตสาห กรรมใหญ่ และมีกลุ่มควันจากโรงงาน อุตสาหกรรม ทําลายพวกไลเคนส์ตามเปลือกไม้ และทําให้ต้นไม้มีสีดําเต็มไปหมดต่อมาในช่วงเวลาไม่ถึงร้อยปีพบผีเสื้อกลางคืนที่มีสีดําเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว จนเกือบทั้งหมด เป็นผีเสื้อสีดํา

รูปที่ 2.17 การปรับตัวของผีเสื้อกลางคืนชนิดเดียวกันแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกัน
ที่มา : http://biosci.cosam.calpoly.edu
การผ่าเหล่า (mutation) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตการผ่าเหล่าหรือมิวเทชัน มีทั้งที่เกิดกับเซลล์ร่างกาย ซึ่งเรียกว่า โซมาติคมิวเทชัน (somatic mutation) และที่เกิดกับเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่า แกมีติคมิวเทชัน (gameticmutation) มิวเทชันที่มีผลต่อขบวนการวิวัฒนาการมาก คือ มิวเทชันที่เกิดกับเซลล์สืบพันธุ์ เนื่องจากสามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆไปได้ มิวเทชันทําให้เกิดการแปรผัน ทางพันธุกรรม นอกจากนั้นในกระบวนการ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จะมีการแบ่งเซลล์ด้วยวิธีไมโอซิส เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ในกระบวนการไมโอซิสจะมีครอสซิงโอเวอร์ (crossing over) โดยมีการ แลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของโฮโมโลกัสโครโมโซมซึ่งมีผลทําให้อัลลีลของยีน เกิดการเปลี่ยนตําแหน่งได้ รวมทั้งการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระ ของโครโมโซม ที่แยกตัวจากคู่ของมันแล้วเป็นผลให้ยีนต่างๆ ได้ รวมกลุ่มกันใหม่ในแต่ละรุ่น ดังนั้น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจึงช่วยให้ยีนต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ ได้มีโอกาส รวมกลุ่มกัน (gene recombination) ในรูปแบบต่างๆ ทั้งขบวนการมิวเทชันและขบวนการ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นสาเหตุที่ทําให้ สิ่งมีชีวิตเกิดความแปรผัน ทางพันธุกรรมอย่างมากมาย 


สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีการอพยพเข้าหรือออกของสมาชิก ส่งผลให้ มีการหมุนเวียนพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า การไหลของยีน (gene flow) เกิดขึ้นระหว่าง ประชากรย่อยๆ ซึ่งการอพยพจะทําให้สัดส่วนของอัลลีลเปลี่ยนแปลงไป ในประชากรที่มีขนาดใหญ่มากๆ การอพยพเข้าหรืออพยพออกของสมาชิก อาจจะเกือบไม่มีผลต่อสัดส่วนของยีนในกลุ่มประชากรเลย แต่ถ้าประชากรมีขนาดเล็ก เมื่อมีสมาชิกอพยพออกไปทําให้กลุ่มประชากรสูญเสียยีนบางส่วน ทําให้มีโอกาสในการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนยีนกับกลุ่มยีนนั้นน้อยลงไป หรือไม่มีโอกาสเลยในทางกลับกัน การอพยพเข้าของประชากร ในกลุ่มประชากรขนาดเล็ก จะทําให้เกิดการเพิ่มพูนบางส่วน หรือบางยีนใหม่เข้ามาในประชากร มีผลทําให้เกิดความแปรผันทางพันธุกรรมของประชากร
การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร มีบทบาทสําคัญต่อการเปลี่ยนแปลงความถี่ยีนและโครงสร้างของ ยีนพูล (gene pool) ซึ่งเกิดจากโอกาส หรือความบังเอิญ หรือจากภัยธรรมชาติ ประชากรที่มี ขนาดใหญ่และมีการผสมพันธุ์แบบสุ่ม จะไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง ความถี่ของยีน มากมายอย่าง มีนัยสําคัญ แต่ถ้าเป็นประชากรขนาดเล็กจะมีผลอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงผกผันทางพันธุกรรม อย่างฉับพลันอย่างไม่มีทิศทางแน่นอน หรือการเปลี่ยนแปลงความถี่ของยีนอย่างฉับพลันโดยเหตุบังเอิญ ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงความถี่ ของยีนได้แน่นอน เช่นนี้ เรียกว่า เจเนติก ดริฟต์ (genetic drift) เป็นกลไกที่สําคัญอย่างหนึ่งที่ทําให้ความถี่ของยีน มีการเบี่ยงเบน จนเกิดการเปลี่ยนแปลง ความถี่ของยีน ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้ได้แก่ วิวัฒนาการ ของสัตว์ชนิดใหม่ที่เกิดขึ้น่ตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ดังตัวอย่างของแมลงหวี่ชนิดต่างๆ ที่เกิดบนหมู่เกาะฮาวาย
หมายเหต ุ :     gene pool หมายถึง ยีนโดยรวมซึ่งแลกเปลี่ยนกันระหว่างสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะ ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน เปรียบเหมือนมีบ่อของยีน ซึ่งสิ่งมีชีวิตนำมาฝากและนำไปใช้

รูปที่ 2.18 ภาพแสดงปรากฏการณ์ เจเนติกดริฟต์ ของแมลงหวี่
 ที่มา : http://evolution/Berkeley/edu
Home
วิวัฒนาการของพืช สันนิษฐานว่า น่าจะมีวิวัฒนาการมาจาก บรรพบุรุษ ที่เป็นแอลจีสีเขียว(Greenalgae)ซึ่งมีชีวิตเมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้ว (รูปที่ 2.15)
หลักฐานและเหตุผลที่สนับสนุนแนวที่ว่า พืชมีวิวัฒนาการมาจากแอลจีสีเขียว
1. แอลจีสีเขียว และพืชมี Chloroplast ที่มีรงควัตถุจำพวกคลอโรฟิลล์ A และ B นอกจากนี้ยังมีคาโรทีนอยด์ ชนิด คาโรทีน (สีส้ม) และแซนโทฟิลล์ (สีเหลือง) เช่นเดียวกัน
2. มีกระบวนการแบ่งเซลล์แบบไมโตซิส(Mitosis) ในระยะที่มีการสร้าง Cell plate คล้ายกัน
3. มีอาหารสะสมในเซลล์เป็นพวกแป้ง (Starch)
4. ผนังเซลล์เป็นสารประกอบพวกเซลลูโลส(Cellulose)
5.ในพวกไบรโอไฟตา(Bryophyta) เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ มีแฟลกเจลลาช่วยในการเคลื่อนที่และอาศัยน้ำในการปฏิสนธิเหมือนกัน
6. มีวงชีวิตแบบสลับ (Alternation of Generation)
วิวัฒนาการของพืช
รูปที่ 2.19 สายวิวัฒนาการของพืช ที่มา สสวท (2536: 22)
การที่พืชมีวิวัฒนาการ จากน้ำขึ้นมาอยู่บนบกได้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีการปรับตัว ทั้งทางด้าน โครงสร้างและหน้าที่ การทำงาน เพื่อความสามารถในการอยู่รอดในสภาพแวดล้อม ที่มีน้ำหรือความชื้นลดน้อยลง รูปแบบที่พืชมีการปรับตัว เช่น พืชมีกำเนิดมาตั้งแต่ประมาณ 600 ล้านปีที่แล้ว โดยเริ่มจาก สาหร่าย สีเขียวแกมน้ำเงินที่อยู่ในทะเล แล้ววิวัฒนาการ เป็นสาหร่ายสีเขียวรวมทั้งพืชชนิดอื่นๆด้วย ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า สาหร่ายสีเขียวเป็นบรรพบุรุษ ของพืชทั้งหมด โดยวิวัฒนาการในขั้นต้นเป็น 2 กลุ่ม คือ


ป็นพืชที่ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มในบริเวณที่ชื้นแฉะ เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อประมาณ 400 ล้านปีที่แล้ว พืชเหล่านี้มีโครงสร้างของเซลล์คล้ายคลึงกับสาหร่ายสีเขียว พืชที่พบในปัจจุบันได้แก่ มอส (moss) ลิเวอร์เวิรต (liverwort) ฮอร์นเวิรต (hornwort)
มอส
ลิเวอร์เวิร์ต
ฮอร์นเวิร์ต
รูปที่ 2.20 พืชที่ไม่มีเนื้อเยื่อลำเลียง
พืชบกพวกแรกที่มีเนื้อเยื่อลำเลียงเกิดขึ้นประมาณ 425 ล้านปี ไม่มีรากและใบที่แท้จริง มีแต่ลำต้นที่หยั่งลงดิน ลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินทำหน้าที่สังเคราะห์แสง คลอโรฟิลล์ที่ตรวจสอบพบในพืชเหล่านี้เป็นชนิดเดียวกับที่พบในสาหร่ายสีเขียว จึงเชื่อว่าพืชบกน่าจะมีวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายสีเขียว เมื่อแรกจะอยู่ตามชายฝั่งทะเลแล้วค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก และมีการเปลี่ยนแปลงจนเป็นพืชมากมายหลายชนิดในปัจจุบัน เช่น เฟิร์น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ ฯลฯ
เฟิร์น
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
พืชใบเลี้ยงคู่